ไม่มีทางสมบูรณ์แบบ

ผมมักเจอผู้เข้าฝึกใหม่ที่มักชอบถามก่อนการฝึกว่า “ต้องฝึกนานเท่าไรถึงจะเก่ง”

ในความจริงแล้วผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ที่ใช้ชีวิตบนแนวทางของบูโดจริง ๆ  มักจะไม่ได้พบกับความ”เก่ง” ของตัวเองเสียเท่าไร

ถ้าเป็นนิทานเซ็น หากมีลูกศิษย์มาถามแบบนี้ล่ะก็  เวลาที่จะได้พบความรู้แจ้งก็จะขยายไปเรื่อย ๆ

อ.มาซะอะกิ เคยเปรียบเทียบการฝึกเหมือนการประกวดแมวที่ท่านเคยไปเป็นกรรมการ หากมีการประกวดแมวแล้ว แมวทุกตัวจะมีสีสันรูปร่างที่ต่างกัน แต่ถ้าดูจริง ๆ แล้วจะไม่มีตัวไหนที่ไม่สวยงาม ดังนั้นวิธีการที่จะคัดเลือกแมวที่จะชนะการประกวด คือ ดูจากข้อตำหนิ บกพร่อง และ ตัดออกแมวที่มีข้อบกพร้องไปเรื่อย ๆ  จนเหลือแมวที่มีข้อบกพร่องน้อยที่สุดเป็นตัวที่ชนะการประกวด

ในศิลปะการต่อสู้ก็เหมือนกัน การฝึกจะต้องลบข้อบกพร่องของตัวเองออกไปให้เหลือน้อยที่สุด

เมื่อผู้ฝึกเข้าฝึกตอนแรกก็เหมือนกับวาดรูปลงบนผ้าใบสีขาว จะเขียนจะทาสีอะไรลงไปก็เห็นได้ชัดเจน การฝึกในระดับต้น ๆ จึงสามารถทำให้คนฝึกคึกคะนองและหลงตัวเองว่าเก่งได้มาก เพราะ เป็นการฝึกจากการที่ไม่มีอะไรเลย เป้นผ้าขาวจึงสามารถวาดเขียนได้ตามชอบใจ แต่ทว่าในสายตาของจิตกรตัวจริงนั่นอาจเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้

 

คนส่วนมากที่วาดรูปได้ครั้งแรกก็จะมีความภาคถูมิใจกับภาพที่ได้อยู่มาก อาจจะเอาไปใส่กรอบอวดคนนั้นคนนี้ไปทั่ว แต่แน่นอนว่าการวาดครั้งแรกย่อมจะไม่สมบูรณ์ในสายตาของผู้มีประสบการณ์ นักวาดจะได้รับคำวิจารณ์จากคนที่มีประสบการณ์มากกว่าแน่นอนว่าจะมีทั้งคนที่รับฟังคำวิจารณ์เหล่านี้และคนที่ไม่รับฟัง เพราะเป็นการยากที่จะรับความผิดพลาดของคนและเป็นการตัดสินใจที่ยากที่จะแก้ไขรูปเดิมหากเราคิดว่าได้เสร็จสมบูรณ์ไปแล้ว

สิ่งที่ยากกว่าการวาดภาพแรกก็คือการโยนภาพแรกทิ้งไปแล้ววาดภาพใหม่อีกหลายต่อหลายครั้ง โดยแก้ไขภาพให้สมบูรณ์แบบยิ่งๆ ขึ้นไปนั้น คือ การรู้จุดบกพร่องของตัวเอง และ การขัดเกลาเพื่อลบจุดบกพร่องเหล่านั้นต่างหากที่เป็นสิ่งที่สำคัญกว่ากว่า

เมื่อยอมรับตัวเองได้ก็จะมีสายตาที่มองเห็นความผิดพลาดของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ  ยิ่งยอมรับก็ยิ่งมองเห็นมากขึ้นเรื่อง ๆ  กลายเป็นว่ายิ่งรู้ตัวว่าการฝึกฝนนั้นมันอีกยาวไกลนัก ผู้ฝึกบูโดก็เลยฝึกกันไม่รู้จักจบจักสิ้นนั่นเอง

Bufu Ikkan

Niji Ryu

 

โพสท์ใน ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น

เวลาและการฝึกฝน

เมื่อสิบกว่าปีก่อนระหว่างการฝึก อ.ชิราอิชิ ได้กล่าวว่า ตอนนี้ท่านอายุหกสิบปีแล้ว…
เมื่อสักสองสามปีก่อนที่เข้าฝึกกับ อ.ท่านอีก ท่านก็ได้กล่าวว่า ตอนนี้ท่านอายุเจ็ดสิบปีแล้ว…
ด้วยการพูดประโยคเดิมต่างกันแต่จำนวนปี ทำให้ต้องมาคิดว่านี่เราฝึกเพิ่มมาอีกสิบปีแล้วงั้นเหรอ
เวลาผ่านไปรวดเร็วจริง ๆ

แต่แล้วผมก็ได้ตระหนักเรื่องหนึ่งว่า หากมองย้อนกลับไปจากวันที่ผมเพิ่งเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้ครั้งแรก
จนมาถึงวันนี้ ยิ่งนานวันคนที่รู้จักยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ

ในความคิดเห็นของผมนั้น สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับการฝึกศิลปะการต่อสู้ก็คือการฝึกในระยะยาว
หากมองไปเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อนคนที่ฝึกศิลปะการต่อสู้ในวิชาต่าง ๆ  ด้วยกัน
นั้นส่วนมากเลิกฝึกไปหมดแล้ว มีจำนวนเพีนงน้อยนิดที่ยังอยู่

แน่นอนว่าแต่ละคนมีเหตุผลต่างกันออกไป แต่โดยมากคือเรื่อง Work-Life Balance
โดยเฉพาะคนไทยส่วนมากจะเริ่มฝึกศิลปะการต่อสู้ในวัยเด็กพอโตมาการเรียนการงานต้องใช้เวลามากขึ้น
พอเวลาว่างน้อยลงส่วนมากก็เลยเลิกฝึกไปเลย

ผมนั้นจะสอนมานานจนเริ่มชินกับการเห็นสภาพเหล่านี้ที่ …
คนที่เริ่มฝึกมาแต่เด็กประถมจะเลิกฝึกไปในช่วงมัธยม
คนที่เริ่มฝึกมาแต่เด็กมัธยมจะเลิกฝึกไปในช่วงมหาวิทยาลัย
คนที่เริ่มฝึกมาแต่มหาวิทยาลัยจะเลิกฝึกไปในช่วงเริ่มทำงาน
คนที่เริ่มฝึกมาแต่ช่วงทำงานจะเลิกฝึกไปในมีแฟน
ฯลฯ

ทั้งหมดนั้นโดยมากเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิต
ซึ่งแต่ละคนก็มีเหตุผลของตัวเอง

หันมาดูผู้ที่ยังอยู่ได้บ้าง…

ในญี่ปุ่นผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้มีอายุเฉลี่ยค่อนข้างมาก
เช่น สำหรับบูจินกันดูจากตาตัวเองน่าจะสัก 45-50 ปี ส่วน มุไก ริว อิไอโด ประมาณ 30-40 ปี เป็นส่วนมาก
ซึ่งส่วนมากที่อายุเฉลี่ยมากนั้นไม่ได้เพิ่งเริ่มฝึกแต่เริ่มมาตั้งแต่วัยรุ่นหรือเพิ่งเริ่มทำงาน

ในไทยตอนนี้โรงฝึกประเทศไทย อายุเฉลี่ยสำหรับผู้ที่ฝึกประจำน่าจะอยู่ประมาณ 30-35 ปี
ซึ่งน่าจะเรียกว่าเป็นที่ ๆ ค่าเฉลี่ยอายุคนฝึกค่อนข้างสูงสำหรับในไทยที่แต่ละวิชามีแต่เด็ก ๆ
สาเหตุก็เพราะโรงฝึกเปิดมานานในปีหนึ่ง ๆ จากจำนวนคนเริ่มต้นใหม่อาจจะเหลือคนฝึกได้เพียงคนหรือสองคน
แต่ต่อมาคนสองคนนั้นในแต่ละปีก็อยู่มานานจนอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ  จนเพิ่มค่าเฉลี่ย

จริง ๆ  แล้วการฝึกระยะยาวเป็นหัวใจส่วนหนึ่งของการฝึก บูโด  หรือ วิถีในการต่อสู้
คำว่า โด ที่หมายถึง เส้นทาง แนวทาง ถนน นั้นแฝงไปด้วยความหมายของการฝึกฝนในระยะยาว
เป็นการให้ความหมายของเส้นทางของการฝึกที่ทอดไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด

แต่จะทำอย่างไรถึงจะอยู่บนเส้นทางนั้นได้ยาวนานที่สุด สำหรับผมนั้นเห็นแนวทางหลักสองอย่างได้แก่
1. ฝึกถูกต้อง  ฝึกฝนตัวเองในแนวทางที่ถูกต้องจากครูอาจารย์ของตน
หากได้ครูดีก็ยิ่งสำเร็จโดยง่าย เพราะ มีครูเป็นไอดอลที่ตามไม่ทันเสียที
2. ใจถูกต้อง  ละลดเลิกอีโก้ของตัวเองด้วยระยะเวลาและเลิกคิดว่าตัวเองเก่ง
ซึ่งจะวนไปที่ข้อแรกว่าถ้าฝึกถูกต้องแล้วอีโก้จะลดไปด้วย
แต่ถ้าครูสอนไม่ฟังไม่ลดอีโก้ก็คงอยู่ได้ม่นานเพราะต้องฝึกตัวเองไปเรื่อย

หากทำได้ก็มีโอกาสฝึกกันได้ไกล ๆ

โพสท์ใน ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น

มุไกริว บางกอก เคโกะไก หรือ กลุ่มฝึกมุไกริว กรุงเทพ

มุไกริว บางกอก เคโกะไก (Bangkok Keikokai) หรือ กลุ่มฝึกมุไกริว กรุงเทพ สำหรับผู้สนใจวิชาอิไอโด

มุไกริว บางกอก เคโกะไก (Bangkok Keikokai) หรือ กลุ่มฝึกมุไกริว กรุงเทพ เปิดทำการฝึกวิชาดาบ มุไกริว อิไอเฮียวโด โดยกลุ่มฝึกใช้ระบบการฝึก และ สอบเลื่อนคุณวุฒิระบบเดียวกับโรงฝึกในญี่ปุ่นในการควบคุมดูแลของ อาจารย์ โยชิทะกะ โนมูระ สายดำขั้นที่ 7 มุไกริว อิไอ เฮียวโด จาก โยโกฮามะ มุไกไค ภายใต้สมาคม มุไก ชินเด็น มุไกริว อิไอเฮียวโด ชิริวไก  วิชาอยู่ภายใต้แนวทางการสอนของผู้สืบทอดคนที่ 16 ของ มุไก ชินเด็น มุไกริว อิไอเฮียวโด โดย อาจารย์ โคนิชิ มิสะคะซุ ริวโอ

สามารถดูรายละเอียดได้จาก เวปไซต์ http://thaimugairyu.com 

iaido

โพสท์ใน ศิลปะการต่อสู้ | ติดป้ายกำกับ , , , , | ใส่ความเห็น

วิชาดาบ มุไกริว อิไอโด

อย่างที่ซุนวูว่าไว้ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”
อะไรที่ยังไม่รู้ก็ทำให้รู้ซะ จะได้ไม่ต้องไปคาดเดาว่าเป็นอย่างไร
ในช่วงมาญี่ปุ่นรอบนี้นอกจากการฝึกบูจินกันตามปรกติแล้ว
ผมได้เข้าร่วมสัมผัสศิลปะการต่อสู้หลายชนิด ทั้งคิวโด้(วิชาธนูญี่ปุ่น), อิไอ และ ทาเมชิกิริโด
ทำให้ได้เข้าใจวิชาต่าง ๆ มากขึ้นในมุมมองที่ต่างจากวิชาบูจินกัน

จนในที่สุดก็ได้ของอนุญาตอาจารย์เพื่อร่วมเข้าฝึกและเป็นสมาชิกของสำนักมุไก อิไอเฮียวโด (อักษรจะเขียนว่าเฮย์โดแต่จะอ่านอีกแบบหนึ่ง)
สำหรับความแตกต่างกับอิไอโดมาตรฐานนั้น สำนักมุไก หรือ มุไกริว จัดเป็นสำนักโบราณหรือโคริววิชาหนึ่ง
วิถีดาบของมุไกริว มีลักษณะเด่นคือความกระชับ และ การเคลื่อนไหวที่ตรงไปตรงมา
วิชานี้ถูกสร้างขึ้นโดยซามูไรในแถบเมืองอิกะ โดยมีความเกี่ยวเนื่องกับวิชาเซ็นค่อนข้างมาก
เนื่องจากปรมาจารย์รุ่นแรกเชื่อว่านอกจากการขัดเกลาตัวเองในวิชาดาบแล้ว
จำเป็นต้องจัดเกลาตัวเองทั้งด้านร่างกาย และ จิตใจอีกด้วย จึงได้ฝึกฝนตนเองในวิถีเซ็นจนได้รับชื่อเสียงเป็นอย่างมาก
ในอดีตวิชาของสำนักมุไกโดยตัวปรามาจารย์รุ่นแรกนั้นมีชื่อเสียงอย่างมาก จนได้รับการเชื้อเชิญโดยไดเมียวจำนวนมาก
ให้ไปสอนโดยเฉพาะกลุ่มซามูไรของปราสาทฮิเมจิ ซึ่งท่านที่ได้เข้าถึงวิถีแห่งเซ็นแล้วก็เลือกที่จะส่งลูกศิษย์ของตนเดินทางไปสอนแทนตัวเองตามสถานที่ต่าง ๆ จะวิชาดาบนี้ได้กระจายไปทั่วประเทศ

นอกจากนั้นเมื่อครั้งที่มีการก่อตั้งสมาพันธ์อิไอโดแห่งประเทศญี่ปุ่นท่ากาต้าของมุไกริวในภายหลังบางส่วน
ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างมาตรฐานของวิชาดาบของอิไอโดร่วมกับอีกสี่สำนักใหญ่โดยสมาพันธ์อิไอโดแห่งประเทศญี่ปุ่นด้วย
โดยเรียกว่า Zen Nippon Iaido Toho (อักษรคันจิคำว่า Zen ในที่นี้มีความหมายถึง “ทั้งหมด” ไม่ใช่วิชาเซ็น)

วิชาของสำนักมุไก มีลักษณะเหมือนกับวิชาโคริว หรือ วิชาโบราณอื่น ๆ คือ ประกอบไปด้วยหลายส่วน
เช่น อิไอโด เคนจุสสุ และ ทาเมชิกิริ ลักษณะหลายอย่างของมุไกริวผิดแผกจากวิชาดาบสำนักอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด
เช่น การใช้ดาบที่สั้นกว่าสำนักอื่น ๆ การพกดาบที่ตัวโกร่งดาบอยู่กลางลำตัว และ กาต้าหลายท่าที่เป็นเอกลักษณ์

โพสท์ใน ศิลปะการต่อสู้ | ติดป้ายกำกับ , , , | 2 ความเห็น

นินจุสสุ นินจุตสุ นินจัสสึ นินจัสสุ นินจัสสึ แบบไหนถึงจะถูก

คำว่า วิชานินจา บางทีคนอ่านไม่เหมือนกัน ถูกบ้างผิดบ้าง แบบไหนถึงจะถูก
นินจัสสึ นินจัสสุ นินจัสสึ นี่ผิดแน่นอน เพราะไม่มีทางอ่านว่า จัส ในภาษาญี่ปุ่นได้
อันนี้เกิดจากคนที่ไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่น แต่อ่านจากคำว่า ninjutsu ในภาษาอังกฤษ
แล้วแยกประโยคผิดกลายเป็น nin-jut-su ก็เลยมีคนอ่านผิด ๆ ตาม ๆ มากันเยอะนั่นเอง

ส่วนที่เหลือปัญหาอยู่ที่การอ่านออกเสียงภาษาญี่ปุ่น ไม่มีตรงกับการออกเสียงภาษาไทยตรง ๆ
ยกตัวอย่างการอ่านภาษาญี่ปุ่นในแบบโรมันจิ

จากเวป http://www.j-campus.com/lesson/?lesson=6 

เสียง อะ เสียง อิ เสียง อุ เสียง เอะ เสียง โอะ
แถว a a : อะ i : อิ u : อุ e : เอะ o : โอะ
แถว ka ka : คะ ki : คิ ku : คุ ke : เคะ ko : โคะ
แถว sa sa : สะ shi : ชิ su : สุ se : เสะ so : โสะ
แถว ta ta : ทะ chi : จิ tsu : ซึ te : เทะ to : โทะ
แถว na na : นะ ni : นิ nu : นุ ne : เนะ no : โนะ
แถว ha ha : ฮะ hi : ฮิ fu : ฟุ he : เฮะ ho : โฮะ
แถว ma ma : มะ mi : มิ mu : มุ me : เมะ mo : โมะ
แถว ya ya : ยะ yu : ยุ yo : โยะ
แถว ra ra : ละ ri : ลิ ru : ลุ re : เละ ro : โละ
แถว wa wa : วะ o : โอะ
n : ตัวสะกด (ง, น, และ ม)

แต่จะมีคำพิเศษซึ่งออกเสียงแตกต่างไปจากหลักเกณฑ์ข้างต้น คือ

1) し (shi) ออกเสียงคล้าย ‘ชิ’
2) ち (chi) ออกเสียงคล้าย ‘จิ’
3) つ (tsu) ออกเสียงคล้าย ‘ซึ’
4) ふ (fu) ออกเสียงคล้าย ‘ฟุ’
5) を (wo) ใช้อักษรโรมาจิ คือ wo แต่ออกเสียงเป็น ‘โอะ’

ปัญหาพวกคำที่เสียงคล้ายแต่ไม่เหมือนภาษาไทยนี่แหละว่าจะอ่านออกเสียงอย่างไรดี
บางทีมีมาตรฐานเสียงแบบนิน แต่คนอ่านกันอีกแบบนึง แต่ถึงพูดผิดกันคนก็เข้าใจ
อย่างเช่นจังหวัด chiba ส่วนมากคนจะเขียนชิบะ แต่บางครั้งที่ก็มีคนมาแย้งว่าต้องอ่านว่า  จิบะ ถึงจะถูก(ตามตาราง)
แต่ถ้าไม่งั้น พันธ์สุนัขที่แพร่หลายกันก็ต้องอ่าน จิบะอินุ ?? มันก็ประหลาดลิ้นคนไทยหน่อย
แต่ส่วนมากพอเขียนว่าจังหวัดชิบะ คนก็เข้าใจกันดี

ในภาษาญี่ปุ่นเขียนว่า ninjutsu ในตัวโรมันจิ ก็ไปตกตัวที่เสียงคล้ายนี้ด้วยนั่นเอง เลยคนอ่านหลายแบบไปหมด

ส่วนตัวญี่ปุ่นจะเขียนว่าにんじゅつ  nin – ju – tsu อ่านออกเสียงว่า

にん  อักษรสองตัวคือ  に นิ และ ตัว ん อึน  อ่านรวมเป็น นิน

じゅ ตัวนี้จะเห็นว่าเป็นอักษรสองตัว (เสียงควบ)  โดยเป็นเสียง ji จิ และ yu ยุ รวมกัน จะอ่าน จุ  (เสียงสั้น ประมาณว่า จุ๊)

つ  อักษรตัวเดียว อ่าน ซึ (เสียงคล้าย ๆ แต่ก็ไม่ตรงซะทีเดียว)

ถ้าจะเขียนแบบภาษาไทยให้ตรงจริง ๆ ต้องเป็น นินจุ๊ซึ  ที่วิธีเขียนดูแปลกพิลึก ถ้าใครอ่านออกเสียงดูจะเห็นว่าไม่สบายปากคนไทยเท่าไรหรอก

ยิ่งถ้าไปเทียบเคียงกับคำที่เป็นที่ยอมรับการใช้งานในไทยมานานกว่าแต่ใกล้เคียงกันที่ใช้กันบ่อย ๆ ก็ ยูยิตสู
ที่เขียน jujutsu ที่เขียนไทยว่า ยูยิตสู ก็ยิ่งจะปวดหัวใหญ่ เพราะ คำนี้เขียนไทยแบบนึง แต่อ่านญี่ปุ่นอีกแบบนึงเลย
โดยสองตัวสุดท้ายที่เขียน  jutsu  ที่ควรอ่าน จุ๊ซึ กลับไปอ่านว่า ยิตสู เสียได้
คำว่า ยิต นี่ผิดแน่นอน คำว่า สู กลายเป็นเสียงยาวก็ผิดอีก
ถ้าเอาเลียนแบบคำว่ายูยิตสู นี้ก็จะเป็น นินยิตสู ที่ประหลาดเข้าไปอีก ที่พูดแล้วญี่ปุ่นไม่เข้าใจแน่ ๆ
(คำว่ายูยิตสู คนญี่ปุ่นก็ไม่เข้าใจ)

ดังนั้นถ้าสำหรับผมเองก็ถือว่าอนุโลมเป็นคำว่า นินจุสสุ, นินจุตสุ  ที่ค่อนข้างพ้องเสียงกันว่ายอมรับได้ก็แล้วกันสำหรับวิชานินจาเพราะเสียงใกล้เคียงกัน เพราะคนไทยออกเสียงควบแบบญี่ปุ่นลำบากอยู่แล้วตัวซึก็ออกเสียงแบบญี่ปุ่นลำบากอยู่ นอกจากนั้นที่ผ่านมาคุยกับคนญี่ปุ่นก็ใช้งานได้และรู้เรื่องอยู่ครับ แต่ใช้ไปใช้มานาน ๆ ก็ใกล้จะเป็นมาตรฐานอีกคำไปแล้ว

โพสท์ใน ศิลปะการต่อสู้ | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

วิชาที่ถูกลืม

ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสฝึกศิลปะการต่อสู้มาหลากหลายประเภทเพราะความสนใจส่วนตัวได้พบกับครูอาจารย์ที่มีความสามารถหลากหลาย
ในญี่ปุ่นเมื่อหลายเดือนก่อนผมได้เคยคุยกับอาจารย์ของวิชาอิไอโด เป็นผู้สืบทอดวิชาระดับเม็งเกียวไคเด็น และ
แยกมาเปิดวิชาทาเมชิกิริ(วิชาดาบญี่ปุ่นที่เน้นการตัดเป้าหมายต่าง ๆ โดยมากจะเป็นเสื่อทาทามิ)ของตัวเอง
รวมทั้งสอนวิชาอิไอโดไปด้วย อาจารย์ถามผมว่าเคยฝึกอะไรมาบ้าง เมื่อตอบไปท่านได้กล่าวว่าวิชาของพวกเรานั้น
เป็นวิชาที่ถูกลืม และ สูญหายของญี่ปุ่น

ตอนนั้นผมได้กล่าวถึงประสบการณ์ที่ได้ไปชมงานแสดงศิลปะการต่อสู้โบราณที่จัดขึ้นทุกปีที่ นินปอน บุโดคัง
นับเป็นงานใหญ่โดยมีสมาคมศิลปะการต่อสู้โบราณของญี่ปุ่นเป็นผู้ดูแล
ที่จะนำวิชาการต่อสู้โบราณวิชาต่าง ๆ มาแสดงเอ็มบุ (สาธิตศิลปะการต่อสู้) ทุกปี
เมื่ออาจารย์ท่านได้ยินก็บอกว่า เมื่อก่อนเคยแสดงอยู่แต่สำนักของท่านไม่ได้ไปแสดงในงานนี้อีกแล้ว
ถึงแม้จะเป็นวิชาการต่อสู้โบราณเช่นกัน เพราะ ตัวปัญหาภายในองค์กรของสมาคมนั้นเอง

ข้อมูลนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเคยได้ยินเรื่องของสมาคมศิลปะการต่อสู้โบราณที่ไม่เข้าร่วมสมาคมที่ญี่ปุ่น
เนื่องจากสาเหตุว่าการเข้าร่วมสมาคมถึงจะเหมือนเป็นการโปรโมทที่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีไปเสียหมด
เพราะสมาคมบางครั้งมีส่วนที่เข้าไปยุ่งกับเรื่องภายในสำนักอีกด้วย ซึ่งบางทีจะยุ่งกระทั่งเรื่องผู้สืบทอดวิชาหรือเจ้าสำนักคนต่อไปด้วย
อีกทั้งส่วนมากกรรมการสมาคมต่าง ๆ หรือ ตัวประธานเองก็ไม่ได้เป็นผู้ฝึกวิชาศิลปะการต่อสู้ด้วยตนเอง
กลายเป็นคนนอกที่เข้ามายุ่งจนกลายเป็นการเมืองขนาดเล็ก ๆ  ก็ทำให้บรรดาอาจารย์ที่รักสันโดษไม่อยากไปยุ่งเกี่ยว
อย่างตัวบูจินกันเอง ถึงอาจารย์ทากามะซึเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบูโดคังก็ตาม แต่บูจินกันก็ไม่ได้เข้าร่วมในสมาคมเพราะเหตุนี้

นอกไปจากนั้นจากสายตาของผมเองที่เข้าชมงานแสดงนี้มานานหลายปี เริ่มตั้งแต่เกือบยี่สิบปีก่อน
สิ่งหนึ่งที่น่าใจหายก็คือบรรดาปรมาจารย์รุ่นเก่า ๆ  ที่เคยเห็นมาหลายต่อหลายปีนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว
แต่ผู้ที่แต่งตั้งมาสืบทอดรุ่นใหม่บางครั้งก็ยังมีฝีมือที่น่ากังขาแม้แต่ในสายตาของคนนอก
การสืบทอดของศิลปะการต่อสู้โบราณจากรุ่นต่อรุ่นในปัจจุบันมักมีปัญหาที่หาผู้สืบทอดไม่ได้
เนื่องจากวิชากลายเป็นวิชาที่ไม่เป็นที่นิยมสำหรับคนรุ่นใหม่ ทำให้หาคนรุ่นใหม่ที่ฝึกมานานยาก
ส่วนผู้ฝึกอาวุโสก็อายุมากจริง ๆ จนพอ ๆ กับเจ้าสำนักคนเก่า ถ้าแต่งตั้งขึ้นไปก็อาจจะสืบทอดต่อได้ไม่นานเช่นกัน
ทำให้การเฟ้นหาตัวผู้สืบทอดรุ่นกลาง ๆ เป็นไปได้ลำบาก และ ยิ่งบางสำนักการสืบทอดของเจ้าสำนักถูกจำกัดอยู่ในตระกูลตัวเอง
บางครั้งผู้สืบทอดรุ่นใหม่เหมือนถูกยัดเยียดให้ฝึกโดยมีเวลาฝึกในเวลาไม่นาน ทำให้วิชาดูไม่สมบูรณ์เหมือนแต่ก่อนแบบน่าใจหาย
ทำให้ตัวผู้สืบทอดประกาศออกมายากมากไม่เหมือนสมัยก่อน

ญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากบ้านเราในหลากหลายวิชาที่คนรุ่นใหม่สนใจอะไรผิวเผิน
การฝึกที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนาน ความอดทนสูง การขัดเกลาฝีมือตัวเองกลับถูกมองข้าม
คนรุ่นใหม่ของญี่ปุ่นจำนวนมากเลือกที่จะฝึกวิชาจากตะวันตกที่ผลเห็นได้ชัดในระยะเวลาสั้นกว่า
สามารถทำเป็นธรุกิจเพื่อเลี้ยงปากท้องได้ และ สามารถมีชื่อเสียงโด่งดังได้มากกว่า
ทำให้อาจารย์ระดับปรมาจารย์ลดน้อยลง ๆ ทุกวันนับเป็นความน่าเสียดายอย่างแท้จริง

 

โพสท์ใน ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น

จะเป็นครูอย่าหลงไปกับเงิน

นักศิลปะการต่อสู้ส่วนมากเข้ามาสู่วงการนี้กันด้วยเจตนาที่ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นการฝึกเพื่อป้องกันตัว ฝึกเพื่อปกป้องคนที่ตัวเองรัก ฝึกเพื่อสุขภาพร่างกาย ฯลฯ โดยแต่ละคนมีเหตุผลต่างกันไป แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลาย ๆ คนเลิกฝึกไป หลายคนยังฝึกอยู่ ส่วนมากคนที่ยังฝึกอยู่นี่แหละปัญหาเมื่อเริ่มที่จะหลงทางกัน

คงเป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินเป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าเรื่องการกินอยู่ หรือ กระทั่งการฝึก ตัวคนฝึกหลายคนเองก็หลงไปในวังวนของเรื่องเงิน โดยใช้คำศัพท์ใหม่ว่า”ธุรกิจ”

ธุรกิจของวงการศิลปะการต่อสู้เริ่มมาไม่นานอาจจะเรียกว่าเฟื่องฟูโดยมาจากทางฝรั่งฝั่งตะวันตก เพราะ ก่อนหน้านั้นวงการการต่อสู้โดยเฉพาะวิชาของตะวันออก การถ่ายทอดวิชาให้คนรุ่นหลังเป็นเรื่องที่สำคัญเรื่องนึง ถึงมีการเก็บค่าน้ำร้อนน้ำชาบ้างแต่ไม่ใช่ว่าใครจะเรียนก็เรียนได้ เพราะ การคัดคนที่จะเข้ามาเป็นศิษย์ก็สำคัญเหมือนกัน เพราะ ลูกศิษย์นั้นไม่ต่างจากผู้สืบทอดวงศ์ตระกูลของตัวเองและเป็นผู้แบกชื่อเสียงของครูเอาไว้นั่นเอง ลูกศิษย์แย่ชื่อเสียงของอาจารย์ก็จะแย่ไปด้วย เหมือนเป็นกระจกที่ส่องตัวอาจารย์เอง

ตัดมาที่ยุคปัจจุบันการเก็บเงินค่าเรียนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เพราะค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ทั้งค่าเช่าสถานที่ ค่าอุปกรณ์ ค่าน้ำไฟ ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่าย ดังนั้นครูสอนศิลปะการต่อสู้หลายคนจึงแปรเปลี่ยนการทำโรงฝึกอย่างมีอุดมการณ์เป็นธุรกิจไปเสีย เหมือนที่เขาบอกว่าอุดมการณ์กินไม่ได้นั่นเอง ผมไม่ได้หมายถึงว่าการทำธุรกิจนั้นผิด แต่ที่น่าห่วงคือผลกระทบของการทำธุรกิจที่มีแต่ลูกศิษย์และตัวครูสอนเองมากกว่า

เมื่อจำเป็นต้องทำธุรกิจ ก็จะมีเรื่องผลกำไรขาดทุนเข้ามาผสมในเรื่องของการฝึก ครูฝึกจำเป็นต้องสอนและสร้างกำไร ซึ่งวิธีสร้างกำไรที่ดีที่สุดคือการรับเด็กให้ได้มากที่สุด การสร้างคอร์สให้ได้มากที่สุด และ การสอนแบบส่วนตัว ซึ่งมักจะกลายเป็นวังวนเพื่อการหาเงินไปเสียแล้ว ลูกศิษย์ของหลายที่ฝึกถูกมองไม่ต่างจากลูกค้าที่ต้องคอยเอาอกเอาใจ เพื่อจะได้อยู่ฝึกด้วยนาน ๆ หลายที่ยิ่งแล้วใหญ่เพราะเจ้าของสถานที่ฝึกจ้างครูมาสอนเพื่อสร้างกำไร ดังนั้นครูที่ถูกจ้างมาจึงไม่สามารถที่จะสั่งสอนศิษย์ได้อย่างเต็มที่จะดุก็ไม่ได้จะว่าก็ไม่ได้ เดี๋ยวเด็กลาออก ปัญหาเหมือนตามโรงเรียนประถมมัธยมในปัจจุบัน

จะทำยังไงครูฝึกทั้งหลายถึงจะหลุดจากวังวนแบบนั้นได้ ผมขอแนะนำสำหรับนักศิลปะการต่อสู้รุ่นใหม่ดังนี้

1. หากเป็นนักเรียนให้ตั้งใจเรียน

อย่าทุ่มให้การฝึกศิลปะการต่อสู้จนหมดตัว จำเป็นต้องมีบาลานส์ระหว่างการเรียน การฝึก อยากยกตัวอย่างกรณีรุ่นน้องที่เป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติเทนนิสอยู่คนหนึ่ง ในอดีตเป็นดาวรุ่งระดับเยาวชนที่คนจับตามองมาก และ ได้รับการสนับสนุนโดยสปอนเซอร์ใหญ่ ๆ โดยมีสปอนเซอร์ใหญ่ที่สุดยื่นข้อเสนอให้ว่าจะอำนวยการดูแลทั้งด้านการฝึกซ้อมและอื่น ๆ แลกกับการเป็นนักกีฬาที่ทุ่มเทให้การฝึกซ้อมเพียงอย่างเดียวแต่จะไม่ได้รับการสนับสนุนให้เรียนต่อ ตัวรุ่นน้องและครอบครัวถึงแม้จะได้ข้อเสนอที่ดูน่าสนใจในสายอาชีพก็ปฏิเสธข้อเสนอนี้เพราะทางบ้านเห้นถึงประโยชน์ของการศึกษา ซึ่งหลายปีผ่านไปผลของการตัดสินใจนี้ก็เด่นชัดเมื่อเพื่อนเก่า ๆ หลายคนจำเป็นต้องเลิกเล่นเนื่องจากอายุที่มากขึ้นจนร่างกายสู้เด็ก ๆ รุ่นใหม่ไม่ได้ หลายคนกลายเป็นคนตกงาน และ หลายคนก็ไม่มีความสามารถที่จะทำอาชีพอื่นนอกจากการสอนเทนนิสได้ ส่วนสปอนเซอร์เองก็ไปสนุบสนุนคนรุ่นใหม่ ๆ แทนเรียบร้อย

2. มีงานทำ

เมื่อเรียนจบ หางานประจำที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ เมื่อสามารถเลี้ยงตัวเองได้แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องเอาวิชา รวมถึงศักดิ์ศรีความเป็นนักศิลปะการต่อสู้ที่มีไปแลกกับเงิน ไม่ว่าจะเปิดสอนหรือไม่ คุณก็จะสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินจากการสอน เมื่อนั้นคุณจะสามารถเลือกที่จะสอนได้ว่าใครควรสอนไม่ควรสอน ชีวิตของคุณจะไม่ขึ้นกับจำนวนศิษย์ที่มาเข้าเรียนก็สามารถใช้ชีวิตได้

3. อยู่บนทางที่ถูกต้อง

ในที่นี้ผมหมายถึง การเข้าฝึกอย่างสม่ำเสมอ การที่มีครูอาจารย์ที่ดีคอยแนะนำ การไม่ใช้วิชาของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตัว คนจำนวนมากเมื่อถูกยกยอว่าเป็นอาจารย์คนอื่นแล้ว ก็เลิกฝึกฝนขัดเกลาตัวเอง สะสมอีโก้ของตัวเองให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นการทำลายตัวเองไป เพราะ รู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่แล้ว อยากจะทำอะไรก็จะทำ การขัดเกลาฝึกฝนตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ตัวเองเห็นเป้าหมายและทางเดินที่ถูกต้องได้โดยเฉพาะเมื่อเจอครูอาจารย์ที่ดี ครูอาจารย์ที่ดีจะขัดเกลาตัวเองสม่ำเสมอและเดินนำหน้าเราตลอดเวลา เพราะ ถึงแม้เราจะฝึกไปนานถึงสิบปีตัวครูอาจารย์ก็จะฝึกตัวเองไปอีกสิบปีไปด้วย ทำให้เราจะเห็นครูอาจารย์ที่เดินนำหน้าอยู่ตลอดเวลานั่นเอง เมื่อไรที่เราขาดฝึกไปนาน ๆ ฝีมือต่าง ๆ ก็จะลดลงเพราะไม่เห็นตัวอย่างจากครูอาจารย์ แถมยังทำให้อีโก้จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ  นั่นเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

โพสท์ใน ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น