อาจารย์โทชิโร่ นากาโตะ

อาจารย์โทชิโร่ นากาโตะ เป็นชิฮันของบูจินกันที่มีลำดับสูงสุด เป็นหนึ่งคนที่มีชื่อเล่น คือ Kage ที่แปลว่า เงา
ในที่นี่หมายถึงเงาของอาจารย์มาซึอะกิ ที่จะคอยตามอาจารย์มาซึอะกิไปตามสถานที่สอนต่าง ๆ

ประวัติของอาจารย์นางาโตะ ก็คล้ายกับผู้ฝึกบูจินกันโดยมาก คือ เริ่มจากการฝึกศิลปะการต่อสู้จากวิชาอื่น ๆ
โดยเริ่มมาจากวิชายูโดโดยเคยได้อันดับสามในการแข่งยูโดทั่วประเทศ ก่อนถูกโคโดกันส่งไปสอนวิชายูโด
ที่รัฐโอไรกอนสหรัฐอเมริกา และ เป็นอดีตแชมป์คิกบ๊อกซิ่งหน้าใหม่ ที่เคยขึ้นแข่งบนโคระกุเอ็งฮอลล์
ถึงจะประสบความสำเร็จในฐานะนักมวยอาชีพแต่อาจารย์นากาโต้ก็ยังค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการจนกระทั่ง
พบกับอาจารย์มาซึอะกิ

ปัจจุบันอาจารย์ นากาโตะ มีอาจารย์เป็นนักจัดกระดูกอยู่ในเมืองไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น
และเปิดทำการสอนวิชาบูจินกัน บูโด ไทจุสสุ ที่ฮอมบูโดโจ

“คนหลายคนมาดูการฝึกสอนของข้าพเจ้าแล้วบอกว่า “มันเจ็บ” พอพวกเขาเข้ามาฝึกกับข้าพเจ้าแล้ว
พวกเขาก็รู้สึกเจ็บและ ไม่ต้องการกลับมาฝึกอีก มันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเคยถูกต่อย และ รู้วิธีที่จะจัดการกับมัน
ไม่อย่างนั้นแล้ว คุณจะอยู่รอดได้อย่างไรในการต่อสู้จริง” – อาจารย์โทชิโร่ นากาโตะ

อาจารย์นากาโตะเคยกล่าวถึง ศิลปะการต่อสู้อย่างน่าฟังไว้ว่า
“Budo, the martial arts world, is the essence of everything. It’s all still alive and we want to keep it alive. We look for understanding, for peaceful life and happiness. Budo is good for the country, and for the whole universe.”

 

 

 

Posted in ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น

Kuden, Shinden, Taiden แนวทางที่มีชีวิต

วิธีการสืบต่อสืบทอดวิชาของศิลปะการต่อสู้มักจะเป็นไปในแบบจากศิษย์สู่อาจารย์
ในบางครั้งจะมีการมอบตำราให้กับลูกศิษย์ที่เราอาจจะเห็นเป็นม้วนคัมภีร์แบบในหนังที่เราเคยเห็นกัน
ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าเดนโช densho

ซึ่งตัวเดนโชนี้เองกลายเป็นที่ต้องการของนักสะสม แต่จริง ๆ แล้วภายในของตัว densho
จะไม่มีค่าเลยสำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ฝึกได้เรียนวิชานั้น ๆ เพราะในตัวเดนโชเองมักจะมีเพียงชื่อท่า
เป็นบทกลอน หรือ เป็นเพียงภาพสั้น ๆ ที่มีจุดประสงค์ไว้ให้สำหรับผู้ที่ฝึกฝนมาถึงจะเข้าใจ

ตัวอาจารย์มาซึอะกิมักจะเตือนให้ศิษย์อย่าลืมเลือนเรื่องการฝึกฝน อย่าได้มัวแต่หลงไปกับเดนโชพวกนี้
ซึ่งสมัยนี้กลายเป็นสื่อยุคใหม่อย่างเช่นหนังสือและวีดีโอ ซึ่งอาจารย์เองก็ทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้ฝึก
ได้ใช้เป็นตัวเตือนความจำ เนื่องจากการฝึกเป็นระยะเวลานานเราก็อาจจะลืมเทคนิคต่าง ๆ ไปบ้าง
แต่บรรดาเทคนิคที่อยู่ในเดนโชเหล่านี้ก็ไม่ใช่ก้อนหินที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ หากผู้ฝึกได้ฝึกฝนมาในโรงฝึกแล้ว
จะเข้าใจความหมายในเดนโชนี้ได้มากกว่าคนอื่น ๆ

 

หนังสือเล่มบนนี้อาจารย์มาซึอะกิเขียนขึ้นมา โดยอาจารย์ตั้งใจให้เป็นตัวแทนของ densho สมัยใหม่
โดยเฉพาะเมื่ออาจารย์อายุมากแล้วแต่วิชากระจายออกไปทั่วโลก การส่งสื่อให้ลูกศิษย์ทั้งหมดผ่านหนังสือจะง่ายกว่า
แน่นอนว่าสมัยนี้สามารถหาซื้อหนังสือได้โดยง่าย แต่ก็ใช่ว่าคนภายนอกทั่วไปที่อ่านจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่อาจารย์ต้องการสื่อ
หลังจากผมอ่านหนังสือเล่มนี้ครั้งแรกก็ต้องบอกว่านี่เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นมาเพื่อผู้ฝึกบูจินกันเท่านั้น
เทคนิคจำนวนมากเขียนออกมาเป็นตัวอักษร ส่วนที่เป็นภาพก็แทบจะไม่สื่ออะไรให้คนอื่น ๆ เข้าใจ
แต่เป็นเหมือนกับตำราที่เฉพาะผู้ฝึกฝนมาจะเข้าใจได้โดยเฉพาะ

ผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ต้องพยายามเตื่อนตัวเองอยู่เสมอ อย่าให้ตัวเองกลายเป้นนักสะสมเทคนิค
หรือผู้ที่ไปฝึกเพียงเพื่อให้ได้ท่าต่าง ๆ กลับมามาก ๆ โดนไม่ได้เข้าใจอะไรเลย
บรรดาเดนโชทั้งหลายแบบหนังสือข้างต้นก็เป็นสิ่งที่สร้างความเสี่ยงกับบรรดาผู้ฝึกทั้งหลาย
ที่จะกลายเป็นนักสะสมเทคนิคไป

ในศิลปะการต่อสู้ไม่มีการเรียนรู้ใด ๆ ที่ดีกว่า การฝึกฝนที่จะทำได้รับการถ่ายทอดทั้งสามทาง คือ
Kuden การถ่ายทอดจากคำพูดของอาจารย์ , Shinden การถ่ายทอดผ่านจิตใจจิตวิญญาณ และ Taiden การถ่ายทอดผ่านทางร่างกาย
หลาย ๆ อย่างที่ถูกถ่ายทอดในโรงฝึกจะไม่ถูกเขียนลงในเดนโชทั้งหลาย  แต่จะมาจากการฝึกฝนเท่านั้น
นั่นเป็นแนวทางที่ศิลปะการต่อสู้สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน และ คงอยู่ต่อไป

Posted in ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น

Hagakure

 

วันนี้ขอแนะนำหนังสือสักเล่มนึงคือ Hagakure
เป็นหนังสือขี้แนะแนวทางการปฎิบัติตัว และ ชี้ทางด้านจิตวิญญาณของซามูไร
เขียนโดย ยามาโมโตะ ซึเนะโตโมะ ตั้งแต่ช่วง 1709 ถึง 1716
พูดถึงการปฏิบัติที่เหมาะที่ควรของซามูไร เป็นหนังสือที่น่าอ่านอีกเล่มเลยทีเดียว

ในหนังสือเล่มนี้มักกล่าวถึงหนทางไปสู่ความตายของซามูไร
แต่กฏของซามูไรเล่มนี้เป็นสิ่งที่เขียนขึ้นหลังยุคสงคราม (หนังสือถูกเขียนในยุคโตกุกาวะ)
ซึ่งช่วงนั้นซามูไรหลายคนเริ่มหลงทาง เพราะจะต้องเปลี่ยนตัวเองจากการทำงานแบบในสนามรบมาเป็นงานบนโต๊ะ
ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้จึงพูดถึงการใช้ชีวิตในยุคที่สงบสุข

ปัจจุบันมีขายในหลายแบบ ตั้งแต่หนังสือที่เป็นกลอน หนังสือที่อธิบายรายละเอียดแล้ว
และ หนังสือที่ทำเป็นการ์ตูนให้อ่านง่ายขึ้นแล้ว

ใครสนใจในบ้านเราก็คงตามหาหนังสือได้ที่ คิโนะคุนิยะ ครับ

 

 

 

Posted in ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น

ใส่ใจและให้เวลากับการฝึก

สมัยนี้เด็กสมัยใหม่ใจร้อน อยากเป็นไว ๆ
คาดหวังว่าฝึกครั้งเดียวแล้วคุณจะรู้เรื่องทั้งหมด พอมาครั้งแรกฝึกไม่รู้เรื่องก็เลิกเสียอย่างนั้น
ผมขอบอกว่าเป็นไปไม่ได้ครับ วิชานินจุสสุไม่ใช่วิชาที่มีแพทเทิร์นในการฝึกแต่ละครั้ง
ไม่เหมือนวิชาอื่น ๆ ที่คุณเข้าไปฝึกแต่ละครั้งก็ทำเดิมซ้ำ ๆ ถ้าวิชาเหล่านี้คุณสามารถรู้สึกว่า
ในการฝึกแต่ละครั้งจะได้อะไรเยอะมากเพราะการทำอะไรเดิม ๆ
แต่ในการฝึกบูจินกันคุณจะได้รับการฝึกแนวกลยุทธ์ ไม่ใช่การฝึกแต่ท่า
จะฝึกให้คิดและให้เข้าใจ ดังนั้นการฝึกแต่ละครั้งจะไม่เหมือนกัน
ท่าเดียวกันในสองสัปดาห์ก็ทำไม่เหมือนกันแล้ว เพราะ
มุมมองของการคิดแต่ละครั้งเปลี่ยนไป ถ้าคุณไม่ใส่ใจกับการฝึกจริง ๆ คุณก็เข้าใจการฝึกลำบากครับ

โดยมากปีแรกของการฝึก จะอยู่ที่การฝึกท่าพื้นฐานที่คุณจะได้ฝึกในชั่วโมงแรก และ คิฮอนแฮปโป
เป็นช่วงการวัดใจว่าคุณจะอยู่ได้หรือจะไปถอดใจไปเสียก่อนไหม
อย่างที่เขียนครับที่นี่ปีแรกถือว่าเป็นพื้นฐานมาก ๆ โดยปกติแล้วคุณจะแทบไม่รู้อะไรเลยในช่วงแรก ๆ
และสิ่งที่คุณรู้จากปีแรกจะเริ่มพลิกกลับหัวกลับหางเมื่อปีต่อมา คุณจะเข้าใจในวิชามากขึ้น
และ เริ่มที่จะมองเห็นท่าต่าง ๆ ที่มีจากผู้สอน และ รุ่นพี่ สิ่งต่าง ๆ ที่คุณคิดว่าเคยเข้าใจมันจะต้องมาเริ่มกันใหม่หมด และ วงจรของแต่ละปีมักเป็นอย่างนี้ คือ
เริ่มจากการไม่รู้ มาที่การรู้ และ ไม่รู้อีกรอบหนึ่ง เป็นอย่างนี้เรื่อย ๆ ซึ่งวงจรแบบนี้เป็นเรื่องปกติ
ของคนที่มีการพัฒนาตัวเองครับ เพราะ การที่รู้แล้วฝึกไปสักพักนึง คุณควรจะเห็นอะไรใหม่มากขึ้นจากที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน

เหมือนที่มีคนถามผมว่าจะจดสรุปการฝึกแต่ละครั้งไว้ดีไหม คำตอบคืออยากจดก็จดไปครับ
แต่ถ้าคุณฝึกนานเข้า ๆ คุณจะไม่มีโอกาสมาเปิดสมุดนั่งดูอีก เพราะ คุณจะรู้มากกว่านั้นแล้ว
ถ้าคุณจดไว้แล้วฝึกไปโดยอิงกับความรู้เก่า ๆ ตลอดคุณเองจะไม่มีการพัฒนา
เพราะไม่ได้ฝึกอะไรใหม่ ๆ เลยเป็นการปิดกั้นตัวเองเสียเปล่าครับ น้ำเต็มแก้วเติมอะไรมันก็ล้นมา

โรงฝึกในไทยเปิดมาประมาณสิบปี มีสมาชิกเข้าฝึกประจำหมุนเวียนมาเพียงประมาณ 50 คน
แค่หากนับคนที่เข้ามาฝึกครั้งสองครั้งแล้ว ปี ๆ หนึ่งมีคนมาฝึกมากกว่า 200 คน
ปีหนึ่ง ๆ มีไม่ถึงสิบคนที่อยู่รอด ส่วนมากยังไม่ทันจำหน้าได้ก็หายตัว
บางคนมาแค่ต้องการอยากได้ชุด เลิกฝึกถามซะดิบดีว่าจะไปซื้อชุด แล้วก็หายตัวไปเลยคงเอาชุดไปใส่คอร์สเพลย์เสียล่ะมั้ง

Posted in ศิลปะการต่อสู้ | Tagged , | ใส่ความเห็น

Life & Balance

ผมเองก็เคยได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ถึงการแบ่งเวลา
แนวคิดของไทจุสสุส่วนนึงคือการรักษาสมดุลย์ ไม่ใช่เฉพาะด้านการต่อสู้ แต่การใช้ชีวิตก็ต้องสมดุลย์เช่นกัน
อาจารย์มักพูดเสมอว่า “smart thinking, smart idea”

เมื่อเทียบกับจำนวนคนในประเทศแล้วจำนวนผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้มีจำนวนน้อยมาก
โดยเฉพาะถ้าเทียบจำนวนคนที่เข้ามาฝึกศิลปะการต่อสู้ในวัยรุ่นกับจำนวนคนที่เหลือฝึกหลังผ่านไปสักสามสี่ปี
ส่วนมากจะเลิกฝึกกันไปเกือบหมด ทำให้เหลือผู้ฝึกที่เรียกว่าเป็นมีประสบการณ์และอายุมาก ๆ ค่อนข้างน้อย
สาเหตุก็มีหลาย ๆ อย่าง แต่ส่วนนึงก็คือผู้ฝึกจำนวนมากไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างสมดุลย์ได้
เมื่อมาฝึกก็ทำงานไม่ได้ เมื่อทำงานก็เลยเลิกฝึกไปเลย

จะว่าไปปัจจุบันหมดยุคของการฝึกเพื่อชีวิตหรือทิ้งชีวิตอื่น ๆ แล้วไปฝึกเพียงอย่างเดียวแล้ว
ในสมัยก่อนหลาย ๆ คนอาจจะใช้ชีวิตด้วยการฝึกเพียงอย่างเดียวแล้วอยู่รอดได้ แต่ไม่ใช่ในสมัยนี้
การเรียนการทำงานจะต้องควบคู่กันไปด้วยและควรจะให้ประสบความสำเร็จ
หลาย ๆ ครั้งที่ได้ยินข่าวของนักกีฬาต่อสู้อาชีพแล้วก็น่าใจหาย เพราะ หลาย ๆ คนเมื่อวางมือไปแล้ว
ก็ไม่สามารถหางานการที่จะเลี้ยงตัวเองต่อไปได้  ทำให้ต้องเลือกเดินทางไปในทางผิด ๆ

ในไทจุสสุ สิ่งนึงที่ขาดไม่ได้คือการคิด วิเคราะห์ การใช้สมอง การใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลย์ก็คือไทจุสสุเช่นกัน
ดังนั้นจะไม่ได้ยินอาจารย์ของบูจินกันที่จะมาบอกว่าให้คุณเลือกที่จะฝึกมากกว่าเรียน
เพราะการเรียนนั้นสำคัญมาก ๆ สำหรับผู้ที่เป็นนักเรียน เป็นการวางรากฐานในอนาคต
ส่วนคนที่ทำงานก็ต้องแบ่งเวลาของตนให้ถูกต้องไม่ใช่มาฝึกเสียจนเสียการงาน

เป็นที่น่าเสียดายเด็ก ๆ หลายคนถูกชักจูงไปในทางที่ผิด คือ ฝึกจนไม่สนด้านการศึกษา แบ่งเวลาไม่ถูก
มีปัญหากับผู้ปกครอง สอบได้คะแนนไม่ดี หาที่เรียนต่อไม่ได้ เรียนได้เกรดแย่
พอจบมาเลยไม่สามารถหางานการทำได้เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะ ไม่มีคนรับ
ต้องไปทำงานใช้แรงงาน จนเป็นปัญหาเรื่องปากท้องยิ่งทำให้ไม่สามารถหาทุนที่จะฝึกฝนตัวเองต่อไปได้อีก
ไป ๆ มา ๆ ก็เลิกฝึกไปจนได้

หลาย ๆ คนทำอย่างอื่นไม่ได้ฝึกเป็นอย่างเดียวก็เลยมาเปิดสอน
ถ้าทำได้ดีก็แล้วไป แต่หลายคนไป ๆ มา ๆ โดยมากอุดมคติที่เคยตั้งไว้สวยงาม
กลายเป็นการนำวิชามาเป็นธุรกิจเพื่อให้ตนเองอยู่รอดเป็นอาชีพไป จนหลงทางและขาดความเคารพตัวเองไป
จนกลายเป็นปัญหาทีหลังก็พบอยู่บ่อย ๆ

หากจะมองไปถึงบรรดาครูบาอาจารย์ที่เป็นที่นับถือคุณจะพบได้ว่าหลาย ๆ คนโดยมาก
จะสำเร็จทั้งด้านการงาน การใช้ชีวิต และ ศิลปะการต่อสู้ กันเกือบทั้งนั้น

ผู้ฝึกการต่อสู้ที่แท้จริงควรจะมองภาพการฝึกในระยะยาว ไม่ใช่เพียงการฝึกเฉพาะหน้าตอนนี้
อย่าลืมว่าคุณยั งต้องใช้ชีวิตบนโลกนี้ไปอีกนาน   หากคุณรักศิลปะการต่อสู้คุณยังมีเวลาที่จะศึกษามันตลอดชีวิต
มิใช่จะฝึกเพียงระยะสั้น ๆ แล้วเลิกไปเป็นเพียงคนดูเหมือนคนจำนวนมาก

 

 

Posted in ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น

อย่าลืมจุดเริ่มต้น

 

ในบรรดานักศิลปะการต่อสู้นั้นผู้ที่ฝึกไปนาน ๆ มักมีปัญหาอย่างนึงที่คล้ายกัน
หลังจากหลายปีผ่านไปวันเวลาผ่านไปนาน ๆ ผู้ฝึกก็โตขึ้น
และผ่านอะไรหลาย ๆ อย่างมา จากรุ่นน้องมาเป็นรุ่นพี่ จากผู้ฝึกขั้นต้นเป็นขั้นสูงขึ้น
อย่างนึงที่พึงระลึกไว้ในใจก็คือ อย่าได้ประมาท อย่าได้หลงตัวเอง

จำนวนผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้จริง ๆ มีจำนวนน้อยนักที่จะเดินทางไปถึงเป้าหมายที่เคยตั้งเป้าไว้ตอนแรก
โดยมากจะหลงทางไปเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก ความขี้เกียจเข้าครอบงำ ข้ออ้างมากขึ้น
ขาดการฝึกซ้อม เฉี่อยชา ฝึกแบบตาบอดตาใส ยกตนข่มรุ่นน้อง
ในที่สุดก็เลิกฝึกไปโดยมีข้ออ้างกับตัวเองกันทั้งนั้น

ยิ่งวันเวลาผ่านไปนานเข้าจำนวนผู้คนที่คอยตักเตือนจะมีน้อยลงเรื่อย ๆ
จนกระทั่งแทบจะไม่มีใครตักเตือนอีกเลย ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทำผิด
แต่ทำผิดแต่คนอื่นนั้นไม่พูด ไม่ว่ากล่าวเพราะความอาวุโสนั่นเอง
หรือบางครั้งคนอื่นเขาก็ปล่อย ๆ กันไปแล้ว
ในหลาย ๆ ครั้งแม้แต่อาจารย์เองก็จะปล่อยให้สำนึกตัวเอง

ผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ไม่ควรลืมจุดเริ่มต้นของตัวเอง
ถึงแม้เวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ตามอย่าได้ลืมสิ่งที่ตัวเองตั้งเป้าหมายและมุ่งหวังในคราวแรก
หาแรงกระตุ้นให้ตัวเองกลับไปสู่เป้าหมายนั้น จะทำให้สามารถใช้ชีวิตอยู่กับศิลปะการต่อสู้ได้
โดยไม่เฉี่อยชา หรือ หลงทางไปจนกู่ไม่กลับ เมื่อไรที่หมดแรงลองเขียนเป้าหมายตอนเริ่มต้นใส่กระดาษ
แล้วลองคิดดูว่าไปถึงเป้าหมายที่ได้ตั้งเป้าไว้รึยัง

 

Posted in ศิลปะการต่อสู้ | Tagged | ใส่ความเห็น

หัวใจที่ถูกต้องของนักรบ

แต่ไหนแต่ไรมานักรบ นักสู้ เป็นผู้ใช้อำนาจใช้พลังของตนซึ่งอยู่เหนือบุคคลทั่วไป
หากนักรบนักสู้คนไหนมีจิตใจไปในทางที่ผิดนั่นมักจะทำให้เกิดสิ่งที่เดือดร้อนกับคนอื่น ๆ
ผู้ฝึกยุทธจึงควรที่จะคำนึงถึงการชำระจิตใจตัวเองด้วย

แม้ว่าศิลปะการต่อสู้ หรือ ศิลปะป้องกันตัวจะถูกสร้างขึ้นมาจากการประหัตประหารกัน
แต่จุดมุ่งหมายจริง ๆ ของเกือบทุกวิชาที่ถูกสร้างขึ้นคือต้องการสร้างความสงบสุข ต้องการที่จะปกป้องและรักษา
มิใช่การสร้างความรุนแรง มิใช่การสร้างวิชาเพื่อการเอาชนะ ไม่ใช่เพื่อสนองความต้องการของตนเอง
แม้ว่าผู้ฝึกในระดับต้นมักจะสนุกกับฝีมือที่เพิ่มขึ้นมา หากไม่ได้ชำระล้างจิตใจตนเอง
เพื่อเดินไปในทางที่ถูกที่ควรก็อาจจะหลงทางไปได้โดยง่าย

ก่อนที่จะมีวิถีของนักรบ(บูชิโด) นักรบนักศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่นต่างหลงทางแสวงหาความแข็งแกร่งกันเพียงอย่างเดียว
จนกลายเป็นปัญหาที่นักรบโดยมากหลุดจากวิถีที่ถูกที่ควรไป ใช้สิ่งที่ร่ำเรียนมาไปในทางที่ไม่ถูกต้อง
สร้างความเดือดร้อนให้กับบุคคลโดยทั่วไป จนกระทั่งมีบูชิโดได้ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นแนวทางที่ควรปฏิบัติของนักรบ

หลายคนอาจเคยได้ยินหนึ่งในบูชิโดที่ว่า “ซามูไรย่อมแสวงหาความตาย” จนเอาไปแปลความหมายผิด ๆ ว่า
ซามูไรคือคนที่นิยมการรบราฆ่าฟัน จริง ๆ แล้วในบูชิโดมีเรื่องละเอียดอ่อนกว่านั้น หากเปิดตำรา “ฮากาคุเระ” ดู
จะพบกฏหลายข้อที่แสดงถึงว่าความตายที่นักรบซามูไรแสวงหาคือความตายที่มีเกียรติ ความตายที่ปล่าวประโยชน์
เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้สำหรับซามูไร

ซามูไรนั้นจะใช้เวลาฝึกฝนตนเองและใช้เวลาในพิธีการต่าง ๆ ตื่นเช้ามามีการชำระล้างร่างกาย
มีการแต่งตัวแต่งรายกายอย่างมีพิธีรีตองเพื่อที่ได้สมบูรณ์แบบที่สุดโดยมีความตั้งใจที่ว่า
จะพร้อมที่รับความตายได้ทุกเมื่อโดยไม่มีใครติฉินนินทาได้ในภายหลัง
การตายที่ไม่มีความพร้อมก็เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เช่นกัน

Posted in ศิลปะการต่อสู้ | Tagged , | ใส่ความเห็น

ความแตกต่างระหว่าง Ko budo และ Gendai budo

วันนี้ขอเล่าเรื่องของการต่อสู้ญี่ปุ่นที่คนทั่วไปอาจจะยังไม่ทราบ ไว้ให้เป็นความรู้กันไปนะครับ
วันนี้้จะขอพูดถึงเรื่องของโค บูโด และ เก็นได บูโด ตามความหมายของญี่ปุ่น
ซึ่งในความหมายของทั้งสองคำนี้จะแปลความหมายได้ดังนี้

โค บูโด (Ko budo) = ศิลปะการต่อสู้สมัยเก่า

เก็นได บูโด (Gendai budo) = ศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่

ความหมายของทั้งสองคำนั้นก็ตรงตามตัวอักษรคือ ศิลปะการต่อสู้แบบเก่าและใหม่ โดยจะแบ่งวิชาโบราณคือวิชาที่มีมาก่อนยุคเมจิ
ส่วนเก็นได บูโดเป็นวิชาที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคเมจิเป็นต้นมา (ค.ศ. 1866) วิชาที่เข้าพวกที่รู้จักกันโดยมากก็ได้แก่
ไอคิโด ยูโด คาราเต้โด อิไอโด เคนโด โชรินจิเคมโป นิฮอนเคมโป โดยมากวิชาเหล่านี้จะมีรากฐานมาจากตัว โค บูโด อีกทีหนึ่ง
ในบางวิชายังนำรูปแบบของโค บูโดมาใช้งานเมื่อตั้งวิชาใหม่ขึ้นด้วย อย่างเช่นในอิไอโดก็จะมีกาต้ามาจาก โค ริว ด้วย

ในบางครั้งอาจจะกล่าวได้ว่าวิชาเก็นได บูโดเกิดขึ้นมาโดยจุดประสงค์ที่ต่างจากโคบูโด เนื่องจากยุคสมัยที่ต่างกัน
วิชาโบราณมักถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในสนามรบตามยุคสมัยที่เกิดขึ้นมา อย่างเช่นในวิชาสาย คุคิชินเด็น ริว ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของบูจินกัน
จะมีการฝึกการต่อสู้โดยเป็นท่าที่ใช้ในขณะที่ชุดเกราะ และ เน้นการต่อสู้ด้วยอาวุธในหลายรูปแบบ
เนื่องจากกำเนิดของคุคิชินเด็น ริว นี้เป็นครั้งสมัยที่มีการต่อสู้รบพุ่งกันในสนามรบ การต่อสู้จะจำเป็นต้องใส่เกราะและใช้อาวุธหลายประเภท
ส่วนอีกวิชาหนึ่งอย่าง ทากากิ โยชิน ริว ซึ่งถูกสร้างขึ้นหลังจากนั้นประมาณสองร้อยปีกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
โดยจะเน้นด้านการต่อสู้ด้วยมือเปล่ามากกว่า เนื่องจากยุดสมัยเปลี่ยนไปการต่อสู้ที่ต้องรบพุ่งในสนามรบก็หายไป
แต่กลายเป็นการต่อสู้แบบประชิดตัวในเมืองมากกว่า เนื่องจากจุดกำเนิดที่ต่างกันก็จะเห็นสิ่งที่ต่างกันในวิชาทั้งสองประเภท

สิ่งที่เห็นความแตกต่างได้ในอันดับต้น ๆ ก็คงจะเป็นเรื่องของการใช้อาวุธ หากดูตามวิชาของศิลปะการต่อสู้โบราณแล้ว
ถึงบางสำนักจะเน้นที่การแต่สู้มือเปล่าแต่ก็จะเห็นได้ว่าจะมีการฝึกอาวุธอยู่ในเกือบทุกวิชา (รายชื่อวิชาศิลปะการต่อสู้โบราณ
ส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นจะสามารถดูได้จากwww.koryu.com) อีกทั้งสำนักที่เว้นการต่อสู้ด้วยอาวุธก็จะต้องฝึกวิชามือเปล่าด้วย
เหตุผลก็เพราะหากเป็นในสนามรบแล้วการรู้เพียงวิชาการต่อสู้มือเปล่าหรือการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเดียวเท่านั้นแล้ว
จะไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ อย่างเช่นบางสำนักที่โด่งดังในวิชาหอกก็ยังต้องฝึกการใช้ดาบการใช้มือเปล่าอีกด้วย
เมื่ออยู่ในสนามรบแล้วหากทหารที่ใช้หอกจำเป็นต้องทิ้งหอกในมือไป ก็จำเป็นต้องใช้อาวุธอื่นเช่นดาบหรือกระทั่งใช้มือเปล่า

การต่อสู้ในสนามรบย่อมไม่มีคำว่าเท่าเทียม เมื่อเข้าสู้สนามรบแล้วจะต้องใช้ทุกทางในการเอาชนะคู่ต่อสู้ จำนวนคู่ต่อสู้ก็ไม่ใช่จำนวนที่จำกัดได้
นักรบต้องเข้าสู้กับคู่ต่อสู้ที่มากกว่าหนึ่งคน ขณะที่ต้องสู้ติดพันกับคนหนึ่ง ก็อาจจะโดนอีกคนหนึ่งเข้ามาทำร้ายจากด้านที่ไม่ระวังตัวก็เป็นได้
จากความจริงที่ว่าทำให้วิชาโบราณมุ่งเน้นที่การทำลายคู่ต่อสู้ให้เร็วที่สุดโดยไม่เลือกวิธีการ ซึ่งแตกต่างกับวิชาสมัยใหม่ค่อนข้างมาก

เนื่องจากยุคสมัยของสงครามได้จบลงไป วิชาการต่อสู้ที่เริ่มมีการเน้นทางการฝึกฝนทางด้านจิตใจจึงเพิ่มขึ้น
และ มีความเป็นสปอร์ตแมนมากขึ้น ซึ่งการกระทำบางอย่างที่รุนแรงถูกห้ามไม่ให้ทำจนภายหลัง
เหมือนกลายเป็นสิ่งเลวร้ายไป เช่น การจู่โจมดวงตา หรือ ทำร้ายใต้เข็มขัด
แต่ในสนามรบการกระทำเหล่านั้นกลับเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่หยุดคู่ต่อสู้ได้รวดเร็วมาก
เนื่องจากเป็นการต่อสู้ที่มีคู่ต่อสู้จำนวนมาก วิธีการต่อสู้จะต้องเร็วและกินแรงน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นมือเปล่าหรืออาวุธ
หากเสียแรงทั้งหมดไปกับคู่ต่อสู้เพียงคนเดียวย่อมไม่มีแรงพอที่จะเหลือไว้สำหรับคู่ต่อสู้อีกยี่สิบคนที่จะบุกเข้ามา

อาจจะสังเกตว่าศิลปะการต่อสู้โบราณมักไม่เน้นในการกอดปล้ำบนพื้นเหมือนวิชาสมัยใหม่สมัยนี้
เนื่องจากในการต่อสู้ในสนามรบด้วยชุดเกราะนั้นการล้มลงบนพื้นนั้นอันตรายมาก
น้ำหนักชุดเกราะมากกว่าสามสิบกิโลกรัมจะทำให้เคลื่อนไหวได้ยาก การต่อสู้ขณะที่สวมเกราะบนพื้นจะหนักรุ่มร่าม
อีกทั้งเมื่อล้มลงแล้วการที่จะลุกขึ้นก็ลำบากอีกด้วย นอกจากนั้นหากกอดปล้ำกันอยู่บนพื้นเมื่อมีคู้ต่อสู้คนอื่น ๆ อยู่ด้วยนั้นอันตรายเกินไป
เพราะในสนามรบระหว่างต่อสู้บนพื้นนั้นหากมีคู่ต่อสู้อีกคนใช้เพียงการแทงดาบหรือหอกมาเพียงครั้งเดียวก็อาจจะจบการต่อสู้ทั้งหมดได้

หลังจากที่พูดถึงเรื่องโค บูโดไปแล้ว ทีนี้มาพูดถึงเก็นได บูโดบ้าง อาจจะกล่าวได้ว่าเก็นได บูโด หรือ ศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่
ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยุคสมัยใหม่จริง ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว วิชาส่วนมากจะตัดวิชาส่วนที่อันตรายจนเกินไปออก
เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมิใช่การต่อสู้ที่จะเน้นการฆ่าคู่ต่อสู้อีกต่อไป
จริง ๆ แล้วการต่อสู้สมัยใหม่ยุคแรก ๆ ลักษณะยังจะติดมาจากศิลปะการต่อสู้โบราณ
เช่น ยูโด หรือ ไอคิโด หากดูตามตำราเก่า ๆ ในสมัยก่อนจะยังมีการฝึกแบบยูยิสสูปนมาด้วย
แต่หลังจากนั้นวิชาการต่อสู้ก็ยังมีการพัฒนาต่อ ๆ กันมา ทำให้เกิดวิชาที่เป็นกีฬามากขึ้น และ เน้นด้านการต่อสู้แบบเก่าน้อยลงเรื่อย ๆ
ดูได้จากหากมองไปที่วิชาสมัยใหม่มาก ๆ มักจะไม่ค่อยมีการฝึกการใช้อาวุธ หรือ การต่อสู้กับอาวุธแบบเก่า ๆ เช่นอาวุธจำพวกดาบแล้ว
การต่อสู้สมัยใหม่ในช่วงหลังจะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการแข่งขันมากกว่าการป้องกันตัว

ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างก็คือเกิดวิชาเก็นไดบูโดสมัยใหม่ที่เหมาะกับการต่อสู้ในเวทีขึ้นมาจำนวนมาก

Posted in ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น

Shin-Gi-Tai

ทำไมถึงได้เป็น Shin-Gi-Tai (心技体)

สำหรับผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ญี่ปุ่น ควรจะทำความรู้จักกับคำว่า Shin Gi Tai เอาไว้

อักษรตัวแรกคือคำว่า Shin มีความหมายถึง หัวใจ หรือ จิตใจ
ในที่นี้จะหมายถึงการกระทำใด ๆ ด้วยความรักที่จะทำ มีความตั้งใจทำในทางที่ถูกที่ควร

อักษรตัวที่สองคือ Gi ในตัวนี้มีความหมายโดยตรงถึงความสามารถ รวมทั้งหมายถึง วาซา
หรือเทคนิคทางด้านศิลปะการต่อสู้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้

อักษรตัวสุดท้ายคือ Tai ซึ่งมีความหมายถึงร่างกาย
ในที่นี้จะรวมไปถึงความหมายของความสามารถในการใช้ร่างกายของมนุษย์

สำหรับผู้ฝึกบูโดแล้ว Shin-Gi-Tai นั้นจะต้องมาด้วยกัน ไม่มีสิ่งไหนที่สามารถสูญหายไปได้
เพื่อที่จะได้เป็นผู้ฝึกบูโดที่สมบูรณ์

Posted in ศิลปะการต่อสู้ | ใส่ความเห็น