วันนี้ขอเล่าเรื่องของการต่อสู้ญี่ปุ่นที่คนทั่วไปอาจจะยังไม่ทราบ ไว้ให้เป็นความรู้กันไปนะครับ
วันนี้้จะขอพูดถึงเรื่องของโค บูโด และ เก็นได บูโด ตามความหมายของญี่ปุ่น
ซึ่งในความหมายของทั้งสองคำนี้จะแปลความหมายได้ดังนี้
โค บูโด (Ko budo) = ศิลปะการต่อสู้สมัยเก่า
เก็นได บูโด (Gendai budo) = ศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่
ความหมายของทั้งสองคำนั้นก็ตรงตามตัวอักษรคือ ศิลปะการต่อสู้แบบเก่าและใหม่ โดยจะแบ่งวิชาโบราณคือวิชาที่มีมาก่อนยุคเมจิ
ส่วนเก็นได บูโดเป็นวิชาที่สร้างขึ้นตั้งแต่ยุคเมจิเป็นต้นมา (ค.ศ. 1866) วิชาที่เข้าพวกที่รู้จักกันโดยมากก็ได้แก่
ไอคิโด ยูโด คาราเต้โด อิไอโด เคนโด โชรินจิเคมโป นิฮอนเคมโป โดยมากวิชาเหล่านี้จะมีรากฐานมาจากตัว โค บูโด อีกทีหนึ่ง
ในบางวิชายังนำรูปแบบของโค บูโดมาใช้งานเมื่อตั้งวิชาใหม่ขึ้นด้วย อย่างเช่นในอิไอโดก็จะมีกาต้ามาจาก โค ริว ด้วย
ในบางครั้งอาจจะกล่าวได้ว่าวิชาเก็นได บูโดเกิดขึ้นมาโดยจุดประสงค์ที่ต่างจากโคบูโด เนื่องจากยุคสมัยที่ต่างกัน
วิชาโบราณมักถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในสนามรบตามยุคสมัยที่เกิดขึ้นมา อย่างเช่นในวิชาสาย คุคิชินเด็น ริว ซึ่งอยู่ในส่วนหนึ่งของบูจินกัน
จะมีการฝึกการต่อสู้โดยเป็นท่าที่ใช้ในขณะที่ชุดเกราะ และ เน้นการต่อสู้ด้วยอาวุธในหลายรูปแบบ
เนื่องจากกำเนิดของคุคิชินเด็น ริว นี้เป็นครั้งสมัยที่มีการต่อสู้รบพุ่งกันในสนามรบ การต่อสู้จะจำเป็นต้องใส่เกราะและใช้อาวุธหลายประเภท
ส่วนอีกวิชาหนึ่งอย่าง ทากากิ โยชิน ริว ซึ่งถูกสร้างขึ้นหลังจากนั้นประมาณสองร้อยปีกลับต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
โดยจะเน้นด้านการต่อสู้ด้วยมือเปล่ามากกว่า เนื่องจากยุดสมัยเปลี่ยนไปการต่อสู้ที่ต้องรบพุ่งในสนามรบก็หายไป
แต่กลายเป็นการต่อสู้แบบประชิดตัวในเมืองมากกว่า เนื่องจากจุดกำเนิดที่ต่างกันก็จะเห็นสิ่งที่ต่างกันในวิชาทั้งสองประเภท
สิ่งที่เห็นความแตกต่างได้ในอันดับต้น ๆ ก็คงจะเป็นเรื่องของการใช้อาวุธ หากดูตามวิชาของศิลปะการต่อสู้โบราณแล้ว
ถึงบางสำนักจะเน้นที่การแต่สู้มือเปล่าแต่ก็จะเห็นได้ว่าจะมีการฝึกอาวุธอยู่ในเกือบทุกวิชา (รายชื่อวิชาศิลปะการต่อสู้โบราณ
ส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นจะสามารถดูได้จากwww.koryu.com) อีกทั้งสำนักที่เว้นการต่อสู้ด้วยอาวุธก็จะต้องฝึกวิชามือเปล่าด้วย
เหตุผลก็เพราะหากเป็นในสนามรบแล้วการรู้เพียงวิชาการต่อสู้มือเปล่าหรือการต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเดียวเท่านั้นแล้ว
จะไม่สามารถรักษาชีวิตไว้ได้ อย่างเช่นบางสำนักที่โด่งดังในวิชาหอกก็ยังต้องฝึกการใช้ดาบการใช้มือเปล่าอีกด้วย
เมื่ออยู่ในสนามรบแล้วหากทหารที่ใช้หอกจำเป็นต้องทิ้งหอกในมือไป ก็จำเป็นต้องใช้อาวุธอื่นเช่นดาบหรือกระทั่งใช้มือเปล่า
การต่อสู้ในสนามรบย่อมไม่มีคำว่าเท่าเทียม เมื่อเข้าสู้สนามรบแล้วจะต้องใช้ทุกทางในการเอาชนะคู่ต่อสู้ จำนวนคู่ต่อสู้ก็ไม่ใช่จำนวนที่จำกัดได้
นักรบต้องเข้าสู้กับคู่ต่อสู้ที่มากกว่าหนึ่งคน ขณะที่ต้องสู้ติดพันกับคนหนึ่ง ก็อาจจะโดนอีกคนหนึ่งเข้ามาทำร้ายจากด้านที่ไม่ระวังตัวก็เป็นได้
จากความจริงที่ว่าทำให้วิชาโบราณมุ่งเน้นที่การทำลายคู่ต่อสู้ให้เร็วที่สุดโดยไม่เลือกวิธีการ ซึ่งแตกต่างกับวิชาสมัยใหม่ค่อนข้างมาก
เนื่องจากยุคสมัยของสงครามได้จบลงไป วิชาการต่อสู้ที่เริ่มมีการเน้นทางการฝึกฝนทางด้านจิตใจจึงเพิ่มขึ้น
และ มีความเป็นสปอร์ตแมนมากขึ้น ซึ่งการกระทำบางอย่างที่รุนแรงถูกห้ามไม่ให้ทำจนภายหลัง
เหมือนกลายเป็นสิ่งเลวร้ายไป เช่น การจู่โจมดวงตา หรือ ทำร้ายใต้เข็มขัด
แต่ในสนามรบการกระทำเหล่านั้นกลับเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่หยุดคู่ต่อสู้ได้รวดเร็วมาก
เนื่องจากเป็นการต่อสู้ที่มีคู่ต่อสู้จำนวนมาก วิธีการต่อสู้จะต้องเร็วและกินแรงน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นมือเปล่าหรืออาวุธ
หากเสียแรงทั้งหมดไปกับคู่ต่อสู้เพียงคนเดียวย่อมไม่มีแรงพอที่จะเหลือไว้สำหรับคู่ต่อสู้อีกยี่สิบคนที่จะบุกเข้ามา
อาจจะสังเกตว่าศิลปะการต่อสู้โบราณมักไม่เน้นในการกอดปล้ำบนพื้นเหมือนวิชาสมัยใหม่สมัยนี้
เนื่องจากในการต่อสู้ในสนามรบด้วยชุดเกราะนั้นการล้มลงบนพื้นนั้นอันตรายมาก
น้ำหนักชุดเกราะมากกว่าสามสิบกิโลกรัมจะทำให้เคลื่อนไหวได้ยาก การต่อสู้ขณะที่สวมเกราะบนพื้นจะหนักรุ่มร่าม
อีกทั้งเมื่อล้มลงแล้วการที่จะลุกขึ้นก็ลำบากอีกด้วย นอกจากนั้นหากกอดปล้ำกันอยู่บนพื้นเมื่อมีคู้ต่อสู้คนอื่น ๆ อยู่ด้วยนั้นอันตรายเกินไป
เพราะในสนามรบระหว่างต่อสู้บนพื้นนั้นหากมีคู่ต่อสู้อีกคนใช้เพียงการแทงดาบหรือหอกมาเพียงครั้งเดียวก็อาจจะจบการต่อสู้ทั้งหมดได้
หลังจากที่พูดถึงเรื่องโค บูโดไปแล้ว ทีนี้มาพูดถึงเก็นได บูโดบ้าง อาจจะกล่าวได้ว่าเก็นได บูโด หรือ ศิลปะการต่อสู้สมัยใหม่
ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อยุคสมัยใหม่จริง ๆ อย่างที่กล่าวมาแล้ว วิชาส่วนมากจะตัดวิชาส่วนที่อันตรายจนเกินไปออก
เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมิใช่การต่อสู้ที่จะเน้นการฆ่าคู่ต่อสู้อีกต่อไป
จริง ๆ แล้วการต่อสู้สมัยใหม่ยุคแรก ๆ ลักษณะยังจะติดมาจากศิลปะการต่อสู้โบราณ
เช่น ยูโด หรือ ไอคิโด หากดูตามตำราเก่า ๆ ในสมัยก่อนจะยังมีการฝึกแบบยูยิสสูปนมาด้วย
แต่หลังจากนั้นวิชาการต่อสู้ก็ยังมีการพัฒนาต่อ ๆ กันมา ทำให้เกิดวิชาที่เป็นกีฬามากขึ้น และ เน้นด้านการต่อสู้แบบเก่าน้อยลงเรื่อย ๆ
ดูได้จากหากมองไปที่วิชาสมัยใหม่มาก ๆ มักจะไม่ค่อยมีการฝึกการใช้อาวุธ หรือ การต่อสู้กับอาวุธแบบเก่า ๆ เช่นอาวุธจำพวกดาบแล้ว
การต่อสู้สมัยใหม่ในช่วงหลังจะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อการแข่งขันมากกว่าการป้องกันตัว
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกอย่างก็คือเกิดวิชาเก็นไดบูโดสมัยใหม่ที่เหมาะกับการต่อสู้ในเวทีขึ้นมาจำนวนมาก